ไม่ล้มแผน!บาเยิร์นเตรียมหวนล่าซาเน่ช่วงตลาดเปิดม.ค

เดอะ ซัน สื่อของอังกฤษ ตีข่าว บาเยิร์น จะหวนไล่ล่าลายเซ็นของ ลีรอย ซาเน่ ดาวเตะ แมนฯ ซิตี้ ในช่วงเดือนมกราคมนี้ แต่ฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” ก็ยังไม่คิดที่จะลดค่าหัวที่ตั้งเอาไว้ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน จะกลับมาเดินแผนล่าตัว ลีรอย ซาเน่ ปีกชาวเยอรมันของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงเดือนมกราคมนี้ ตามรายงานของ เดอะ ซัน สื่อชื่อดังของประเทศอังกฤษ เดิมที ซาเน่ ถือเป็นเป้าหมายในการเสริมทัพอันดับต้นๆ ของ บาเยิร์น ในตลาดช่วงซัมเมอร์ที่เพิ่งปิดตัวลงไป หลังจากพวกเขาจำเป็นต้องการปีกฝีเท้าดีมาทดแทนการบอกลาทีมไปของ อาร์เยน ร็อบเบน กับ ฟร้องค์ ริเบรี่ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถโน้มน้าวใจให้ แมนฯ ซิตี้ ยอมขายเขาได้ ซ้ำร้ายแข้งวัย 23 ปี ยังมาได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกจากเกม คอมมิวนิตี้ ชิลด์ จนอาจจะต้องพักเป็นเวลานานอีก เรื่องดังกล่าวทำให้ บาเยิร์น ล้มแผนล่าตัว ซาเน่ เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการหันไปยืม ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กับ อิวาน เปริซิช มาร่วมทีม อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังสนใจที่จะเอา ซาเน่ มาเสริมแกร่งอยู่ และจะพยายามดึงเขามาร่วมทีมให้ได้อีกครั้งในตลาดช่วงหน้าหนาว อย่างไรก็ตาม ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ แมนฯ ซิตี้ ยังไม่คิดที่จะปล่อย ซาเน่ ออกไปถูกๆ แต่อย่างใด หลังจากพวกเขาตั้งค่าหัวของอดีตแข้ง ชาลเก้ 04 เอาไว้ถึง 145 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,510 ล้านบาท) โดยฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” ยังหวังว่า ซาเน่ จะเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมด้วย จากการที่ข้อตกลงฉบับเดิมจะหมดอายุลงในปี 2021 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

โรมาเนียท้าชิง3แต้ม! ส่งฮาจี้จอมทัพ, สเปนชูโรดริโก้ซัลโวลุ้นเฮ5นัดติด

โรมาเนีย 3 นัดล่าสุดในรอบคัดเลือกทำผลงานได้ค่อนข้างดีเยี่ยม เกมนี้เฝ้าบ้านรับมือจ่าฝูงทีมชาติสเปน ยานิส ฮาจี้ ลูกชายของตำนานทัพผีดิบพร้อมขับเคลื่อนเกม ขณะที่ทัพกระทิงดุของ โรเบิร์ต โมเรโน่ กุนซือคนใหม่ที่มาแทน หลุยส์ เอ็นริเก้ พร้อมใช้ดาวรุ่งเป็นแกนหลัก โดยหน้าเป้าพร้อมใช้ โรดริโก้ โมเรโน่ ล่าตาข่ายลุ้นชนะรวด100เปอร์เซนต์ ในแมตชที่ 5 ศึดยูโร 2020 รอบคัดเลือก กลุ่ม เอฟ คืนวันพฤหัสบดีที่ 5 ก.ย. นี้ เริ่มแข่งขันเวลา 01.45 น. คอสมิน คอนทร้า เทรนเนอร์ทีมชาติโรมาเนีย พาทีมถล่มมอลตา 4-0 ในเกมคัดยูโรล่าสุด เป็นชัยชนะนัดที่ 3 ในรอบ 5 เกม คอนทร้าประกาศทีมชุดล่าสุดออกมาแล้ว โดยมีการเปลี่ยนแปลงพอสมควรเลย เพราะมีนักเตะหลุดโผไปถึง 8 ราย ส่วนเกมนี้จะไม่มีอเล็กซานดรู ชิปซิอู แบ็กขวาตัวเก๋าที่ติดโทษแบน หลังโดนไล่ออกในเกมล่าสุด แต่พวกแกนหลักและดาวดังประจำทีมอย่างวลัด คิริเคส, ราซวาน มาริน, ยานิส ฮาจี้, เคลาดิอู เคเซรู และ จอร์จ ปุสคัส ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม โรเบิร์ต โมเรโน่ เทรนเนอร์ทีมชาติสเปนคนใหม่ ซึ่งเข้ามารับงานอย่างเป็นทางการแทน หลุยส์ เอ็นริเก้ ที่ลาออกจากตำแหน่งเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลส่วนตัว ซึ่งเพิ่งมีการเปิดเผยว่าเพราะลูกสาวเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง โมเรโน่ ประกาศลูกทีมชุดแรกของตัวออกมาแล้ว โดยเปิดโอกาสให้ ปาโบล ซาราเบีย มิดฟิลด์ตัวรุกจากเปแอสเช และ อูไน นูนเญซ กองหลังจากแอธเลติก บิลเบาเข้ามาติดธงครั้งแรก ส่วนพวกที่หลุดโผไปก่อนหน้านี้อย่าง ติอาโก้ อัลกานตาร่า, ปาโก้ อัลกาเซร์ และ ซูโซ่ ต่างกลับมามีชื่ออีกครั้ง ตำแหน่งนายทวารน่าจะยังให้โอกาส เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ลงเฝ้าเสาก่อน ดาบิด เด เคอา นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม โรมาเนีย (4-3-1-2) : ซิเปรียน ตาตารูซานู – โรมาริโอ เบนซาร์, วลัด คิริเคส, โยนุต เนเดลเซียรู, อลิน ทอสก้า – ราซวาน มาริน, นิโคเล สตานซิอู, อเล็กซานดรู มักซิม – ยานิส ฮาจี้ – เคลาดิอู เคเซรู, จอร์จ ปุสคัส เทรนเนอร์ : คอสมิน คอนทร้า สเปน (4-3-3) : เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า – ดานี่ การ์บาฆัล, เซร์คิโอ รามอส, ดีเอโก้ ยอเรนเต้, จอร์ดี้ อัลบา – ดานี่ ปาเรโฆ, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, ฟาเบียน รูอิซ – ซูโซ่, โรดริโก้ โมเรโน่, มิเกล โอยาร์ซาบัล เทรนเนอร์ : โรเบิร์ต โมเรโน่ ผู้ตัดสิน : เดนิส อายเตคิน (เยอรมัน) ผลงานการพบกันที่ผ่านมา วัน/เดือน/ปี รายการ ผลการแข่งขัน 28/03/16 กระชับมิตร โรมาเนีย 0 – 0 สเปน 16/11/06 กระชับมิตร สเปน 0 – 1 โรมาเนีย 19/11/97 กระชับมิตร สเปน 1 – 1 โรมาเนีย 18/06/96 ยูโร โรมาเนีย 1 – 2 สเปน 17/04/91 กระชับมิตร สเปน 0 – 2 โรมาเนีย ผลงาน 5 นัดหลังสุด โรมาเนีย 11/06/19 ชนะ มอลตา 4-0 (เยือน) คัดยูโร 08/06/19 เสมอ นอร์เวย์ 2-2 (เยือน) คัดยูโร 27/03/19 ชนะ หมู่เกาะแฟโร 4-1 (เหย้า) คัดยูโร 24/03/19 แพ้ สวีเดน 1-2 (เยือน) คัดยูโร 21/11/18 ชนะ มอนเตเนโกร 1-0 (เยือน) ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก สเปน 11/06/19 ชนะ สวีเดน 3-0 (เหย้า) คัดยูโร 08/06/19 ชนะ หมู่เกาะแฟโร 4-1 (เยือน) คัดยูโร 27/03/19 ชนะ มอลตา 2-0 (เยือน) คัดยูโร 24/03/19 ชนะ นอร์เวย์ 2-1 (เหย้า) คัดยูโร 19/11/18 ชนะ บอสเนียฯ 1-0 (เหย้า) กระชับมิตร เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

เกลียดกันจนตาย!คีนลั่นไม่มีวันยกโทษให้เฟอร์กูสัน

รอย คีน ระบุ ตนจะไม่มีวันให้อภัย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ทำให้ตัวเองดูเป็นผู้ร้ายในสายตาของคนอื่น พร้อมบอกว่า เฟอร์กูสัน ไม่ได้มีคุณสมบัติในบางด้านดีเหมือนที่หลายคนยกย่องกัน รอย คีน อดีตยอดกองกลางชาวไอริช กล่าวว่าชั่วชีวิตนี้ตนจะไม่มีวันยกโทษให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานผู้จัดการทีมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างแน่นอน คีน ย้ายจาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 1993 และเป็นกำลังสำคัญของทีมที่ช่วยให้ “ปีศาจแดง” ประสบความสำเร็จอย่างมาก แถมเขายังมีความเป็นผู้นำสูงจนได้รับตำแหน่งกัปตันทีมด้วย อย่างไรก็ตาม ในปี 2005 แมนฯ ยูไนเต็ด กับ คีน ก็เห็นตรงกันที่จะยกเลิกสัญญากัน โดยสาเหตุเป็นเพราะ เฟอร์กูสัน ไม่พอใจกับพฤติกรรมหลายอย่างของ คีน อย่างเช่นตำหนิเพื่อนร่วมทีมในการให้สัมภาษณ์กับ เอ็มยูทีวี สถานีโทรทัศน์อย่างเป็นทางการของทีม เป็นต้น โดย เฟอร์กูสัน ยังตำหนิ คีน ผ่านหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองในปี 2013 ด้วย คีน เผยว่า “ผมจะไม่มีวันยกโทษให้ เฟอร์กูสัน เขาจุดกระแสข่าวชวนเชื่อแบบปลอมๆ ในเรื่องที่ว่าผมทำให้ทุกคนหงุดหงิด มันเป็นเรื่องที่เหลวไหลสิ้นดี ผมไม่สนหรอกว่าคนที่ใส่ร้ายผมจะเป็น อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือว่าโป๊ป คุณต้องแก้ต่างให้ตัวเองเป็นธรรมดา” “ผู้คนยกย่องการจัดการคนของ เฟอร์กูสัน ว่ายอดเยี่ยมซะเหลือเกิน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องจริง หลายคนบอกว่าเขาทำทุกอย่างโดยที่คิดถึงผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นอันดับแรกอยู่เสมอ แต่ขนาดคนอย่าง ดาร์เรน เฟอร์กูสัน (ลูกชายของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน) ยังได้เหรียญแชมป์เลยเนี่ยนะ หมอนั่นโชคดีจะตายไป (ที่ได้อยู่ในทีมเพราะเป็นลูกของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และเป็นการทำให้นักเตะบางคนอดติดทีมไปด้วย)” เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ต้องแก้ด่วน! ปัญหาปืนฝืดของ แมนฯ ยูไนเต็ด

ความสุขสันต์จากการชนะ เชลซี 4-0 ในนัดเปิดฤดูกาล 2019-20 ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ 3 นัดต่อมาพวกเขาสะกดคำว่าชนะไม่เป็นเลย แบ่งเป็นการเสมอกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 1-1, แพ้ คริสตัล พาเลซ คาบ้าน 1-2 และเจ๊ากับ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-1 ผลงานดังกล่าวทำให้แค่เริ่มซีซั่นนี้มา 4 นัด แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีแต้มตามหลัง ลิเวอร์พูล คู่อริตัวฉกาจที่เป็นจ่าฝูงห่างถึง 7 แต้มเข้าไปแล้ว แน่นอน บรรดาแฟนบอล “ปีศาจแดง” ยอมรับดีอยู่แล้วว่าฤดูกาลนี้ยังเร็วเกินไปที่พวกเขาจะมีลุ้นแชมป์ลีก แต่เหล่า “เร้ด อาร์มี่” ก็ไม่คิดว่าทีมรักของพวกเขาควรจะมีผลงานย่ำแย่แบบนี้ตั้งแต่ตอนออกสตาร์ต ทั้งนี้ หลายคนมองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่งเก็บไปได้ 5 คะแนน เป็นเพราะเกมรุกของพวกเขาจบสกอร์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงแม้จะมีโอกาสทำประตูหลายครั้ง แต่มีบ่อยครั้งที่สุดท้ายแล้วบอลมันไม่เข้าไปนอนในก้นตาข่าย ซึ่งสถิติหลายอย่างมันบ่งชี้ว่าพวกเขามีปัญหาในการยิงจริงๆ ถ้าหากอ้างอิงจาก อ็อปต้า สื่อด้านบันทึกสถิติชื่อดังแล้วนั้น มันก็จะเห็นว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ถือเป็นทีมที่มี “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” สูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของ พรีเมียร์ลีก ในตอนนี้ ด้วยจำนวน 7.4 ประตู เป็นรองเพียง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งอยู่ที่ 11.17 ประตู กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่อยู่ในระดับ 7.67 ลูกเท่านั้น ก่อนอื่นต้องขออธิบายเจ้าสถิติ “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” กันก่อน โดยมันคือสถิติที่ได้รับความนิยมสูงระดับหนึ่งในเมืองนอก ซึ่งมันก็คือสถิติที่บ่งบอกว่าตามความเป็นจริงแล้วทีมนั้นๆ ควรจะทำประตูให้ได้ในระดับนั้นเป็นอย่างน้อย ยกตัวอย่างเช่นถ้าตัวเลขอยู่ที่ 12 มันก็หมายความว่าทีมนั้นๆ ควรจะทำประตูได้ 12 ลูกเป็นอย่างต่ำ และถ้าน้อยกว่านั้นก็ถือว่าพวกเขาไม่มีความเฉียบขาดมากพอ ทั้งนี้ ปัจจัยที่เอามาคำนวณเป็น “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” ก็คือความง่ายของการยิง ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือถ้าเป็นลูกยิงเผาขน หรือได้ยิงในระยะกับมุมที่ดี ตัวเลขก็จะสูง เพราะมัน “ควรจะเป็นประตู” แต่ถ้าเป็นการยิงไกล หรือโดนคู่แข่งขวางเอาไว้เยอะ ตัวเลขก็จะต่ำลงไป เพราะมัน “ดูแล้วไม่น่าจะเป็นประตูได้” โดยมันยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่เอามาพิจารณาด้วย อย่างเช่นเท้าที่ใช้ยิง เป็นต้น ตัวเลข 7.4 ในด้านนี้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีการตั้งเกมขึ้นมาได้ดี และมีจังหวะผ่านบอลสวยๆ จนทำให้คนที่ยิงอยู่ในมุมที่ควรจะส่งบอลเข้าไปนอนในก้นตาข่ายได้หลายครั้ง แต่ถึงกระนั้น พวกเขากลับยิงทิ้งยิงขว้างไปหลายหน และทำให้จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ไม่เคยยิงเกิน 1 ลูกต่อ 1 เกมได้เลย นับตั้งแต่ที่เคยทำไป 4 ลูกในเกมกับ เชลซี แน่นอนว่าคนที่โดนเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษคือ มาร์คัส แรชฟอร์ด เพราะดาวเตะชาวอังกฤษได้รับบทบาทเป็นกองหน้าตัวเป้าของทีมอย่างเต็มตัว ซึ่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ตั้งใจที่จะปลุกปั้นให้ แรชฟอร์ด เป็นยอดกองหน้าตัวเป้าให้ได้ โดยว่ากันว่าเขาลงทุนซ้อมให้ แรชฟอร์ด เป็นพิเศษเลย อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าจนถึงตอนนี้ แรชฟอร์ด ยังไม่สามารถตอบแทนความคาดหวังของอดีตยอดดาวยิงชาวนอร์เวย์ได้ดีเท่าที่ควร จริงอยู่ว่าเขาทำได้ 2 ลูกในเกมกับ เชลซี แต่หลังจากนั้นกลับยิงเพิ่มไม่ได้เลย แถมยังยิงตรงกรอบได้เพียงแค่ 5 หน จาก 16 นัดเท่านั้น การจะแสดงให้เห็นว่า แรชฟอร์ด ยิงได้แย่มันไม่จำเป็นถึงขนาดต้องเอาเขาไปเปรียบเทียบกับยอดแนวรุกของทีมอื่น อย่างเช่น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แข้งคนดังของ ลิเวอร์พูล, เซร์คิโอ อเกวโร่ หัวหอก แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ศูนย์หน้าอาร์เซน่อล หรือ แฮร์รี่ เคน กองหน้าท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เลย แค่เปรียบเทียบกับ แทมมี่ อับราฮัม กองหน้าดาวรุ่งของ เชลซี ก็พอจะเห็นได้ชัดถึงเรื่องนั้นแล้ว เพราะ อับราฮัม ยิงตรงกรอบได้ 5 ครั้ง จากทั้งหมด 11 หน และถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ดีกว่า แรชฟอร์ด ด้วย จริงอยู่ว่านี่ยังเป็นเพียงช่วงต้นฤดูกาลเท่านั้น และ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีเวลาปรับปรุงการจบสกอร์ของพวกเขาอยู่ แต่มันก็ต้องรีบแก้ไขได้แล้ว ถ้าหากว่าพวกเขาไม่อยากอดได้โควตาลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกัน เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

เบลโวยไม่แฟร์ถูกมองเป็นแพะที่เรอัลมาดริด

แกเร็ธ เบล ปีกดาวดัง เรอัล มาดริด ชี้ไม่แฟร์เลยสำหรับตนที่ถูกยัดเยียดความเป็นแพะ แย้มอยากเข้าไปเคลียร์ปัญหาต่างๆ กับสโมสร แกเร็ธ เบล ปีกความเร็วสูงของ เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึก ลา ลีกา สเปน เชื่อว่า เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมสำหรับตน ที่ถูกมองเป็นแพะรับบาปที่สโมสรในช่วงที่ทีมมีผลงานน่าผิดหวังนับมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว สตาร์ทีมชาติเวลส์วัย 30 ปี เกือบได้เก็บข้าวของย้ายไปค้าแข้งที่จีนกับ เจียงซู ซู่หนิง หลังจากที่รู้ว่าไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของกุนซือ ซีเนดีน ซีดาน อย่างไรก็ตาม บอร์ดบริหาร “ราชันชุดขาว” ไม่ยอมเปิดไฟเขียวให้ดีลดังกล่าวเกิดขึ้น และสุดท้ายฤดูกาลนี้ เบล ก็ได้สตาร์ตเป็นตัวจริงในเกมลีกทั้ง 3 นัด และทำไปแล้ว 2 ประตู “ผมเข้าใจดีว่า ผมถูกมองเป็นแพะรับบาปมากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งผมก็ต้องทำใจยอมรับ ถึงแม้มันดูไม่แฟร์เลยก็ตาม ช่วงท้ายฤดูกาลที่แล้วเป็นอะไรที่ยากลำบากมาก ไม่ใช่แค่กับผมคนเดียว และกับทีมด้วย” “ผมจะไม่พูดว่า ผมลงเล่นอย่างมีความสุข แต่ผมก็ต้องลงเล่น เมื่อผมเล่นอยู่ในสนาม ผมมีความเป็นมืออาชีพมากพอ และพร้อมที่จะทุ่มเททุกอย่างเพื่อทีม ไม่ว่าจะเป็นการเล่นให้สโมสรหรือทีมชาติ” “ผมมั่นใจเลยว่า มันจะต้องมีความวุ่นวายมากกว่านี้อีก ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเข้าไปคุยกับทางสโมสร มันเป็นเรื่องระหว่างผมกับพวกเขา เราจำเป็นต้องหาบทสรุปร่วมกันให้ได้” อดีตดาวเตะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เปิดใจกับ สกาย สปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำเมืองผู้ดี ทั้งนี้ เบล ลงเล่นให้ เรอัล มาดริด ไปแล้ว 234 นัด ทำได้ 104 ประตู นับตั้งแต่ย้ายมาจาก “ไก่เดือยทอง” เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2013 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ลูกากูทีเด็ด! เบลเยียมงานง่ายบุกซานมารีโนยึดหัวฝูงคัดยูโร

เบลเยียม ทำผลงานในทัวร์นาเมนต์คัดเลือกหนนี้ยอดเยี่ยม คว้าชัยมาสี่เกมรวด นัดนี้ โรเมลู ลูกากู หัวหอกฟอร์มแรงจากอินเตอร์ มิลาน ลงล่าสกอร์บุกบ้าน ซานมารีโน ทีมสมันน้อย ที่ยังเก็บแต้มไม่ได้ แถมเจาะตาข่ายใครไม่เข้าสักเม็ด ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป 2020 รอบคัดเลือก กลุ่ม ไอ คืนวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562 ซานมารีโน ออกสตาร์ต 4 เกมแรกแบบตามสภาพ แพ้รวดเสียรวม 20 ประตูเฉลี่ยโดนรัวพรุนนัดละ 5 สกอร์พอดี มิเท่านั้น ขุมกำลังยังประสบปัญหาเมื่อ เอเลีย เบเนเด็ตตินี่ นายทวารมือ 1 จากโนวาร่า ในลีกเซเรีย ซี อิตาลี เกิดบาดเจ็บถอนตัวไปแล้ว คาดว่าต้องใช้บริการ ซิโมเน่ เบเนเด็ตตินี่ จากทีมยู-21 ลงประเดิมเฝ้าเสาแทน ตัวจริงที่เหลือล้วนเป็นพวกแข้งกึ่งอาชีพ มีเพียง นิโกล่า นานนี่ หน้าเป้าดาวรุ่งวัย 19 ที่สังกัดสโมสรโมโนโปลี ในเซเรีย ซี แดนมะกะโรนีเช่นกัน ฟากทีมปีศาจแดงยุโรปภายใต้บังเหียน โรเบร์โต้ มาร์ตีเนซ ฟาดชัย 4 เกมรวดดูแล้วไม่ควรพลาดตีตั๋วรอบสุดท้าย แต่ปัญหาคือในโผชุดนี้มีแข้งหลักถอนตัวไปหลายรายเหลือเกิน เอแด็น และ ตอร์กกาน อาซาร์ สองพี่น้องตัวรุกคนดังต่างบาดเจ็บทยอยถอนตัว เช่นเดียวกับ อักเซล วิตเซิล กองกลางดอร์ทมุนด์, แว็งซ็องต์ ก็องปานี หลังตัวเก๋าอันเดอร์เลชท์ที่เพิ่งยุติบทบาทโค้ชมือใหม่, ทิโมธี่ กัสตันเย่ แบ็กขวาอตาลันต้า รวมถึง คูน คาสทีลส์ โกลโวล์ฟสบวร์ก โดยได้เรียก เฮนดริค ฟาน ครอมบรูช นายด่านอันเดอร์เลชท์มาเสียบโควตาแทนแล้ว กระนั้นด้วยเหตุที่เจอทีมสมันจอมแบ่งแต้มจึงไม่น่ากังวลเท่าไร อาจจะปรับเอา เควิน เดอ บรอยน์ ลงตำแหน่งต่ำ เพื่อเปิดโอกาสให้ ดรีส เมอร์เท่นส์ ตัวจี๊ดนาโปลี รวมถึง เลอันโดร ตรอสซาร์ต แข้งใหม่ไบรท์ตันได้ลุ้นประเดิม คอยสนับสนุน โรเมลู ลูกากู ดาวยิงสูงสุดที่เพิ่งย้ายจากแมนฯ ยูไนเต็ดไปเกิดใหม่กับอินเตอร์ มิลาน รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม ซานมารีโน (4-2-3-1) : ซิโมเน่ เบเนเด็ตตินี่ – ฟาบิโอ วิตาโยลี่, ดาวิเด้ ซิมอนชินี่, คริสเตียน โบรลลี่, อันเดรีย กรันโดนี่ – เอ็นริโก้ โกลินุชชี่, อเลสซานโดร โกลินุชชี่ – มาร์เชลโล่ มูลาโรนี่, มัตเตโอ วิตาโยลี่, มีร์โก ปาลัซซี่ – นิโกล่า นานนี่ เบลเยียม (3-4-2-1) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, ยาน แฟร์ทองเก้น, โธมัส แฟร์มาเล่น – โตมาส์ เมอนิเย่ร์, เควิน เดอ บรอยน์, ยูริ ตีเลอมันส์, ยานนิค การ์ราสโก้ – ดรีส เมอร์เท่นส์, เลอันโดร ตรอสซาร์ต – โรเมลู ลูกากู ผู้ตัดสิน : โฮราติอู เฟสนิค (โรมาเนีย) เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

สถิติสวยหรู!ลิเวอร์พูลถูกใจถ้ามาเน่ลงเล่นในแอนฟิลด์

ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อท้องถิ่นของเมืองลิเวอร์พูล ระบุ ที่จริงถ้าย้อนกลับไปในเกมที่ทุบ อาร์เซน่อล แล้วนั้น มันก็ถือว่า ซาดิโอ มาเน่ สร้างสถิติเป็นนักเตะใน พรีเมียร์ลีก ที่ไม่แพ้ที่ แอนฟิลด์ ติดต่อกันมากที่สุด โดยยังเป็นการชนะหลายนัดด้วย ซาดิโอ มาเน่ ปีกคนเก่งของ ลิเวอร์พูล สร้างสถิติเป็นนักเตะที่ไม่แพ้กับการเล่นเกมระดับ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่สนาม แอนฟิลด์ ติดต่อกันมากที่สุด ที่จำนวน 50 นัด ตามข้อมูลจาก ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อชื่อดังประจำเมืองลิเวอร์พูล มาเน่ ย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตัน มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2016 ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด และทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ โดยในซีซั่นนี้ก็ทำประตูในลีกไปแล้ว 2 ลูก จากการลงเล่น 4 นัด ได้แก่เกมที่บุกไปเฉือนชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-1 และนัดล่าสุดที่บุกไปทุบ เบิร์นลี่ย์ 3-0 อย่างไรก็ตาม ถ้าย้อนไปยังเกมที่ ลิเวอร์พูล เปิดรัง แอนฟิลด์ เอาชนะ อาร์เซน่อล 3-1 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมาแล้วล่ะก็ นั่นก็ถือเป็นเกมลีกนัดที่ 50 ที่ มาเน่ ลงเล่นใน แอนฟิลด์ พอดี และเขาก็ยังไม่เคยต้องออกจากสนามดังกล่าวในฐานะผู้แพ้เลย โดยแบ่งเป็น 49 เกมกับ ลิเวอร์พูล และ 1 นัดกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ทั้งนี้ ในจำนวน 50 นัดกับการเล่นที่ แอนฟิลด์ ของ มาเน่ นั้น เขาสามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 40 เกม และเสมออีก 10 นัด โดยเกมลีกนัดแรกที่ดาวเตะชาวเซเนกัลลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ในสนามเหย้าของทีม ได้แก่เกมกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งนัดนั้นเขาทำประตูได้ด้วย ก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะชนะไป 4-1 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ไม่ใช่แค่ ชาน ! 5 แข้งลิเวอร์พูลคิดผิดมหันต์อำลา “หงส์แดง”

หลังจากเหตุการณ์ที่ เอ็มรี่ ชาน ออกมาแสดงความไม่พอใจ ยูเวนตุส เมื่อเขาไม่ได้เป็นตัวหลักของ “ม้าลาย” ในฤดูกาลนี้ และจุดแตกหักที่สุดก็คือการโดนตัดชื่อออกจากทีมชุดลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ทำให้ ดาวเตะเลือดด๊อยท์ช ต้องออกโรงจวกสโมสรอย่างรุนแรง จะว่าไปแล้วก่อนหน้านั้น ชาน คืออนาคตใหม่ของ ลิเวอร์พูล และน่าจะเป็นตัวหลักในการสร้างทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ แต่แล้วนักเตะกลับเลือกย้ายหนีต้นสังกัดเพื่อไปเล่นแบบฟรีเอเยนต์กับ ยูเว่ เพราะเจ้าตัวคิดว่าจะยิ่งพัฒนาศักยภาพมากขึ้นหากได้สวมชุด “ม้าลาย” สำหรับตอนนี้ ชาน คงรู้สึกตัวแล้วว่าคิดผิดมหันต์ที่เลือกปัดการต่อสัญญากับ ลิเวอร์พูล เพื่อจะได้ย้ายมาเล่นกับ ยูเวนตุส เพราะหากเขาคิดให้ถ้วนถี่แน่นอนว่าการอยู่กับ “หงส์แดง” กุนซือคล็อปป์ คงเลือกให้เขาเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเกมแดนกลางของทีม อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ แข้งทีมชาติเยอรมนีเท่านั้นที่เพิ่งตาสว่างว่าตัวเองทำพลาดที่ทิ้ง ลิเวอร์พูล ไป เพราะยังมีเพื่อนร่วมทีมอีกหลายคนที่ต้องพบกับชะตากรรมเดียวกัน แต่งานนี้ขอคัดแบบเน้นๆ ที่เห็นว่านักเตะคิดผิดที่ย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์ เอ็มเร่ ชาน (ยูเวนตุส กรกฎาคม 2018) บางคนอาจจะพูดว่า ดาวเตะชาวเยอรมัน โบกมือลาแอนฟิลด์ และได้เล่นในบทบาทสำคัญกับ “ม้าลาย” แถมประสบความสำเร็จในฤดูกาล 2018-19 เมื่อลงสนาม 29 แมตช์ในศึกกัลโช่ เซเรีย อา และ 6 แมตช์ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างไรก็ตาม หลังจากการเซ็นสัญญาครั้งสำคัญในช่วงซัมเมอร์นี้ ส่งผลให้ ชาน หลุดจากทีมตัวจริง การที่ ยูเว่ คว้าตัว อารอน แรมซี่ย์ และ อาเดรียง ราบิโอต์ มาร่วมทีม ส่งผลกระทบต่ออนาคตของ ชาน ทันที นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ กองกลางมาดเข้ม ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งทำให้อนาคตของเขากับทีมเริ่มมืดมนลงเรื่อยๆ จริงๆ แล้วหาก ชาน ตัดสินใจที่จะอยู่กับ “เดอะ เร้ดส์” ต่อไป แน่นอนว่าเขาจะเป็นขุมกำลังสำคัญของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ และยิ่งในปัจจุบัน ลิเวอร์พูล กำลังมีพัฒนการอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรก ฉะนั้นหาก ชาน ยังสวมชุดสีแดงเพลิง เขาคงเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์ “หงส์แดง” ก็ได้ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (บาร์เซโลน่า มกราคม 2018) หลังจากที่แยกทางกับ อินเตอร์ มิลาน ในเดือนมกราคม 2013 ด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ (ราว 304 ล้านบาท) ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดของ ลิเวอร์พูล และเป็นขวัญใจมหาชนของสาวก “เดอะ ค็อป” อย่างรวดเร็ว ช่วงหลายปีที่อยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ “คูตี้” ผลิตผลงานสุดยอดจนได้รับฉายา “พ่อมดน้อย” ส่งผลให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก โดยความสำเร็จในเรื่องฟอร์มการเล่นของ คูตินโญ่ เกิดขึ้นภายใต้การเล่นให้กับสโมสรแห่งนี้ และนั่นทำให้ บาร์เซโลน่า สนใจนักเตะจนนำไปสู่การพยายามที่จะคว้าตัวมาร่วมทีม เหตุการณ์ดราม่าที่สุดในเรื่องนี้ก็คือตอนที่ คูตินโญ่ เล่นให้กับทีมชาติบราซิล และยิงประตูได้พร้อมกับร้องไห้เป็นเด็กน้อย เนื่องจากผิดหวังที่ไม่ได้ย้ายไปอยู่กับบาร์ซ่าในช่วงซัมเมอร์ แต่สุดท้ายนักเตะก็สมหวังเมื่อ “หงส์แดง” ยอมปล่อยตัวในเดือนมกราคม 2018 นับตั้งแต่เพลย์เมกเกอร์ชาวบราซิเลียน ย้ายไปเล่นในคัมป์ นู ดูเหมือนเขาจะประสบความสำเร็จกับทีมในช่วงแรก แต่เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา คูตินโญ่ ไม่ค่อยได้รับความไว้วางใจจากกุนซือเอร์เนสโต้ บัลเบรเด้ ทำให้ซัมเมอร์นี้นักเตะพยายามที่จะหาสโมสรใหม่ และสุดท้ายก็โบกมือลาไปอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค ด้วยสัญญาลืมตัว จอร์ดอน ไอบ์ (บอร์นมัธ กรกฎาคม 2016) ปีกชาวอังกฤษ อาจจะไม่ได้มีศักยภาพระดับเดียวกับ คูตินโญ่ หรือ ชาน แต่แน่นอนว่าเขาคงมีอนาคตและพัฒนาฝีเท้าหากอยู่กับทีมต่อไป หลังจากที่ย้ายมาจาก วีคอมบ์ นักเตะต้องเริ่มต้นด้วยการเป็นนักเตะเยาวชนของทีมก่อนจะก้าวขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ในฤดูกาล 2014-15 หลังจากนั้นใช้เวลากับการเล่นแบบยืมตัวกับ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ และ ดาร์บี้ เคาท์ตี้ ไม่นานนัก ไอบ์ ก็พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเป็นแข้งสำคัญในฤดูกาล 2015-16 ไอบ์ ได้ลงเล่น 27 เกมในพรีเมียร์ลีก และ 41 แมตช์ในทุกรายการ รวมถึงการโชว์ฟอร์มจนคว้าแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ ปะทะ เอฟเวอร์ตัน อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวเชื่อว่าผลงานของตนควรได้เป็นตัวหลักอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้เขาเลือกย้ายไปเล่นกับ บอร์นมัธ ด้วยสัญญา 5 ปี ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น ไอบ์ ทำผลงานได้ดีจนติดทีมชาติอังกฤษ แต่ตอนนี้นักเตะต้องพบกับความยากลำบากในการเล่นให้ “เดอะ เชอร์รีส์” ไมเคิ่ล โอเว่น (เรอัล มาดริด สิงหาคม 2004) หนุ่มน้อยโอเว่นที่เกิดและเติบโตมากับ ลิเวอร์พูล โดยใช้เวลาค้าแข้งกับ “หงส์แดง” 13 ปี รวมถึงการเล่นให้ทีมในระดับเยาวชน 5 ฤดูกาล หัวหอกร่างเล็กความเร็วสูง ตะบันประตูในเกมพรีเมียร์ลีกไปเบาะๆ 118 ประตูจากการเล่น 216 แมตช์ ส่งให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นตำนานให้กับสโมสรและทีมชาติอังกฤษ โดยการเล่นให้ทัพ “สิงโตคำราม” นักเตะซัดไป 40 ประตู แน่นอนว่าในเวลานั้น โอเว่น ได้รับการคาดหมายว่าจะเก่งยิ่งกว่านี้ และมีสิทธิ์ช่วย ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีกเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี อย่างไรก็ตาม โอเว่น เกิดความเคืองขุ่นใจเกี่ยวกับอนาคตของเขากับต้นสังกัด ส่งผลให้เขาเลือกหักดิบด้วยการย้ายหนี “หงส์แดง” แบบช็อกสาวก “เดอะ ค็อป” ในช่วงซัมเมอร์ปี 2004 เพื่อไปเล่นให้กับ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด แถมค่าตัวแค่ 8 ล้านปอนด์ (ราว 304 ล้านบาท) เท่านั้น การเล่นในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว นั้น โอเว่น ซัดไปเพียง 13 ประตูในซีซั่นเดียว ก่อนจะย้ายไปเล่นให้ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในปี 2005 ซึ่งเจ้าตัวเพิ่งออกมายอมรับในหนังสืออัตชีวประวัติเมื่อเร็วๆ นี้ว่าคิดผิดมหันต์ในอาชีพพ่อค้าแข้งที่มาเล่นในถิ่นเซนต์ เจมส์ พาร์ค ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (ลีดส์ พฤศจิกายน 2001) ดาวยิงเจ้าของฉายา “ก็อด” ซึ่งสาวก “เดอะ ค็อป” รู้สึกเป็นอย่างดีจากผลงานการตะบันประตูของ ฟาวเลอร์ ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่เล่นให้กับต้นสังกัด รวมถึง 9 ปีที่อยู่กับทีมเยาวชน ฟาวเลอร์ ก้าวขึ้นมาเป็นตำนาน “หงส์แดง” อย่างรวดเร็ว ด้วยสถิติซัดประตูในพรีเมียร์ลีกไปเบาะๆ 120 ลูกจากการเล่น 236 แมตช์ แต่หลังจากที่เกิดรอยร้าวในใจกับ เชราร์ด อุลลิเย่ร์ ผู้จัดการทีม และ ฟิล ธอมป์สัน ผู้ช่วย ในปี 2001 ทำให้เจ้าตัวเลือกทิ้งถิ่นแอนฟิลด์ ในฤดูกาล 2001–2002 อย่างไรก็ตาม ฟาวเลอร์ ต้องพบกับความล้มเหลวในการเล่นให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด โดยใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปี จากนั้นก็ต้องลาสโมสรก่อนที่พวกเขาจะตกชั้น เพื่อไปเล่นกับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างไรก็ตาม นักเตะกลับมาเล่นให้ “เดอะ เร้ดส์” พร้อมกับยิงได้ 8 ประตู ฟาวเลอร์ ซึ่งติดทีมชาติอังกฤษ 26 แมตช์ ยังโยกไปเล่นให้ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้, แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส, นอร์ธ ควีนส์แลนด์ ฟูรี่, เพิร์ธ กลอรี่ และ เมืองทอง ยูไนเต็ด ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2012 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

อิตาลี บุกรัว อาร์เมเนีย 3-1 ซิวชัย5นัดรวด คัดยูโร

การเเข่งฟุตบอล ยูโร 2020 รอบคัดเลือก กลุ่มเจ ที่ สนาม วาซเกน ซาร์กสยาน ระหว่าง อาร์เมเนีย ลงสนามพบ อิตาลี อิตาลีของกุนซือโรแบร์โต้ มันชินี่ ผลงานยอดเยี่ยมในยูโร 2020 รอบคัดเลือกกลุ่มเจ เมื่อเก็บชัยชนะ 4 นัดรวด นัดนี้มาเยือนาร์เมเนียของเฮนริค มาร์คิทายาน ที่ผลงานดีอยู่อันดับ 3 ชนะ 2 แพ้ 2 นัดนี้มันชินี่ ขาดตัวเลือกไปหลายตำแหน่งเนื่องจากอาการบาดเจ็บ คู่เซ็นเตอร์แบ็ก อันเดรีย โรมันญอลี่ จึงได้เล่นกับเลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ส่วน 3 ประสานในเกมรุกประกอบไปด้วย เฟเดริโก้ เคียซ่า, อันเดรีย เบลอตติ และเฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ ผลปรากฏว่า เริ่มเกมมา 11 นาที อาร์เมเนีย ทำช็อคออกนำก่อน 1-0 จาก อเล็กซานเดร คาราเพ็ตยาน วซัดด้วยขวาเสียบเสาอย่างเด็ดขาด นาที 28 อิตาลีตามตีเสมอได้สำเร็จ จาก อันเดรีย เบล็อตติ ได้ชาร์จง่ายๆ ในกรอบ 6 หลา สกอร์กลับมาเป็น 1-1 ช่วงทดเจ็บ อเล็กซานเดร คาราเพ็ตยาน คนทำประตูให้อาร์เมเนียมาโดนเหลือง 2 กลายเป็นใบแดงหลังผู้ตัดสินมองว่าขึ้นโหม่งแล้วชักศอกใส่ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ กองหลังอิตาลี ทำให้อาร์เมเนีย ต้องเหลือ 10 คน และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 1-1 ครึ่งหลัง นาที 77 อิตาลี กลับแซงนำ 2-1 เมื่อ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ เปิดบอลยาวเข้าเขตโทษให้ ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ ตัวสำรองโขกเช็ดบางๆ ส่งบอลเสาเสาไกลเข้าไป สกอร์ไหลเป็น 3-1 ในนาที 80 เมื่อ สเตฟาน เซนซี่ อีกหนึ่งสำรองจ่ายบอลเข้าเขตโทษให้ อันเดรีย เบล็อตติ จับแล้วพลิกยิงด้วยซ้ายบอลชนเสาก่อนเด้งโดนตัว อาราม อายราเพ็ตยาน นายทวารอาร์เมียแล้วเข้าประตูไป หมดเวลาการแข่งขัน อิตาลี บุกมาชนะ อาร์เมเนีย ที่เหลือ 10 คนไปได้ 3-1 ทำสถิติชนะรวด 5 นัดในกลุ่มเจ เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

เบล็อตติ’ เบิ้ล!อิตาลีเฮ5นัดรวดหลังอัดแซงอาร์เมเนีย10คนคัดยูโร

อันเดรีย เบล็อตติ กดสองตุงช่วย “อัซซูรี่” เก็บชัย 5 นัดรวดหลังอิตาลี ไล่ยิงแซงเจ้าถิ่น อาร์เมเนีย ที่เหลือผู้เล่น 10 คนท้ายครึ่งแรกไป 3-1 ในศึกฟุตบอล ชิงแชมป์ยุโรป 2020 (รอบคัดเลือกกลุ่ม เจ) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป 2020 (รอบคัดเลือกกลุ่ม เจ) วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2562 อาร์เมเนีย 1 – 3 อิตาลี สนาม : วาซเก้น ซาร์จสยาน ทีมชาติอาร์เมเนียประเดิมด้วยความพ่ายแพ้ 2 นัดแรก แต่ยังมาแก้ตัวเก็บชัยได้ใน 2 นัดหลัง ทำให้ยังไม่หมดหวังเข้ารอบซะทีเดียว ด้าน ”อัซซูรี่” อิตาลี ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมทีเดียว ชนะมา 4 นัดรวด รั้งเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม เริ่มเกมมาได้เพียง 11 นาทีกลับเป็น อาร์เมเนีย ที่ออกนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะตัดบอลได้ของเจ้าถิ่นกว่าครึ่งสนามโดย ทิกราน บาร์เซกห์ยาน แล้วกระชากบอลจี้เข้าหาแดนอิตาลีก่อนจ่ายออกไปให้ อเล็กซานเดร คาราเพเทียน ที่วิ่งฉีกไปรับบอลทางฝั่งขวาแล้วซัดแบบไม่จับไปทางเสาไกลบอลพุ่งเสียบโคนเสาเข้าไปอย่างสวยงาม แต่อิตาลีที่โหมเกมบุกได้มากกว่ามาตีเสมอ 1-1 นาทีที่ 26 เป็น เอเมอร์สัน ที่หลุดขึ้นไปทางริมเส้นฝั่งซ้ายหักหลอกแผงหลังเจ้าบ้านหนึ่งจังหวะก่อนบรรจงเปิดบอลลอยข้ามหัวแข้งอาร์เมเนียเลยไปที่จุดนัดหมายให้ อันเดรีย เบล็อตติ ยืนแปด้วยเท้าขวาโล่งๆ ระยะไม่ถึง 5 หลายัดเยียดบอลเข้าไปกองก้นตาข่ายได้สำเร็จ ช่วงชดเชยเวลานาทีที่ 45+1 อาร์เมเนีย เหลือผู้เล่น 10 คน เมื่อ อเล็กซานเดร คาราเพเทียน ถูกใบเหลืองที่สองกลายเป็นใบแดงไล่ออกจากสนามจากจังหวะขึ้นเบียดโหม่งแล้วไปใช้มือจงใจฟาดเข้าใส่หน้า เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ กองหลังอิตาลี จบครึ่งแรก อิตาลี ไล่เสมอ อาร์เมเนีย 1-1 แถมได้เปรียบตัวผู้เล่นเมื่อเจ้าถิ่นต้องลงมาดวลครึ่งหลังเพียง 10 คนเท่านั้น มาต่อครึ่งหลัง ทัพ “อัซซูรี่” ที่ได้เปรียบตัวผู้เล่นและครองเกมบุกได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัดกว่าจะได้ประตูแซงนำ 2-1 ก็ปาไปนาทีที่ 77 จากจังหวะเปิดบอลยาวทางฝั่งขวาเกือบ 40 หลาของ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ยัดเข้าไปในกรอบเขตโทษอาร์เมเนีย และเป็น ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ ตัวสำรองที่เปลี่ยนลงมาในครึ่งหลังวิ่งโฉบเข้าโขกบอลลงพื้นเข้าประตูไปอย่างสวยงาม อารัม อายราเพทยาน ผู้รักษาประตูอาร์เมเนียพยายามพุ่งปัดแต่ไม่ถึง อิตาลี มาได้ประตูย้ำชัย 3-1 นาทีที่ 80 สเตฟาโน่ เซนซี่ เลี้ยงจี้เข้าหากรอบเขตโทษอาร์เมเนียก่อนส่งบอลยัดไปให้ อันเดรีย เบล็อตติ ที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวบังบอลแล้วพลิกตัวกดด้วยเท้าซ้ายบอลพุ่งแรงมุดโคนเสาแรกเข้าไป โดย อารัม อายราเพทยาน นายด่านเจ้าถิ่นได้เพียงรับโดยปลายมือเท่านั้น จบเกม อิตาลี บุกมาอัดแซง อาร์เมเนีย ที่เหลือ 10 คนไป 3-1 พร้อมเก็บชัย 5 นัดรวดรั้งจ่าฝูงกลุ่ม เจ ขณะที่ อาร์เมเนีย ต้องลุ้นต่อไป รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม อาร์เมเนีย (4-2-3-1) : อารัม อายราเพทยาน – โฮฟานเนส ฮัมบาร์ดซุมยาน, วารัซดาท ฮาโรยาน, อังเดร คาลิซีร์, คาโม โฮฟวานนิสยาน – อาร์ตัค กริกอร์ยาน (รัมยาน ฮอฟเซฟยาน น.57), คาร์เลน มเคียร์ชยาน – ทีกราน บาร์เซกห์ยาน (ซาร์กิส อดัมยาน น.57), เฮนริค มคิทาร์ยาน, เจวอร์ก กาซาร์ยาน (เอ็ดการ์ บาบายาน น.82) – อเล็กซานเดร คาราเพเทีย อิตาลี (4-3-3) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า – อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, อเลสซิโอ โรมันโนลี่, เอเมอร์สัน – นิโกโล่ บาเรลล่า (สเตฟาโน่ เซนซี่ น.69), จอร์จินโญ่, มาร์โก แวร์รัตติ – เฟเดริโก้ เคียซ่า (ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ น.61), อันเดรีย เบล็อตติ, ฟิลิปโป้ แบร์นาร์เดสคี่(เควิน ลาซากน่า น.83) ผู้ตัดสิน : ดาเนียล เซียเบิร์ต (เยอรมัน) เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th